Unbalanced Life in this Fuck Up Society
คำว่า "balance" หรือ "สมดุล" มีคำนิยามหลากหลาย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบุคคล ทุกคนสามารถใช้คำว่าบาลานซ์ได้กับทุกบริบท ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ งาน การเงินหรือความสัมพันธ์ บล็อกนี้เราอยากกล่าวถึงเรื่องการพยายามบาลานซ์ชีวิตในระบบทุนนิยม
หากพูดถึงระบบทุนนิยม หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้วมันคือโครงสร้างของสังคมที่กัดกินชีวิตและให้ชีวิตใหม่กับเราไปพร้อม ๆ กัน ตั้งแต่คุณเกิดจนถึงวันที่ต้องเลือกอาชีพ "เราเรียนเพื่อมีงานทำ" คำที่ส่งต่อกันมาช้านาน ที่สะท้อนว่าทุกอย่างถูกออกแบบให้ไหลเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพลงที่เราฟัง ร้านที่เราอยากลอง ของที่เราคิดว่าจำเป็น ไปจนถึงเทรนด์และตัวตนที่เราเป็น ล้วนผ่านการกลั่นกรองจากระบบเดียวกัน คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าเรากำลังเลือกอะไร แต่คือสิ่งเหล่านั้นเป็นความต้องการของเราจริงหรือไม่
สำหรับเรา โลกยุคปัจจุบันทุกคนต่างมีเครื่องมือสื่อสารเล็ก ๆ ที่หน้าจอสะท้อนภาพอันกว้างใหญ่ จนบางทีเราลืมมองหน้าจอเล็ก ๆ ที่ฉายภาพอยู่ตรงหน้าของเราทุกวัน เราสังเกตผู้คนในสังคมปัจจุบันมักอยากลองทำหรือไปสถานที่ต่าง ๆ ตามกระแสนิยม เราไม่มองมันในแง่ลบนะ เพราะถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราได้ทำความรู้จักตัวเองและสังคม ณ ขณะนั้นไปพร้อมกัน แต่เราเห็นประเด็นที่อยากแชร์คือ การที่เราพยายามนำตัวเองเข้าไปอยู่ในทุกเทรนหรือกระแสสังคมที่หลั่งไหลเข้ามาทุกวินาทีจนลืมตกตะกอนกับตัวเองว่าเรากำลังทำอะไรอยู่วะ หรือทำเพื่อต้องการเป็นที่ยอมรับอยู่หรือป่าว สิ่งที่กล่าวไปข้างต้นมีเส้นบาง ๆ กั้นอยู่
สิ่งที่เราจะสื่อคือ เราควรอยู่ในโลกของสังคมและโลกของตัวเองไปพร้อม ๆ กัน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะแยกตัวออกจากสังคม นั่นคือความสมดุลในประเด็นนี้ หากคุณผูกทุกอย่างไว้กับสังคมมันจะค่อย ๆ กลืนกินความสุขคุณไปทีละนิดโดยไม่รู้ตัว สิ่งหนึ่งที่เราเพิ่งค้นพบเมื่อไม่นานมานี้คือ "การจอนรูป" ที่เรายอมจ่ายเงินเพื่อได้รูปของคนอื่นมาเป็นของตนเอง หรือเรียกง่าย ๆ คือการหล่อหลอมภาพลักษณ์ของเราให้สอดคล้องกับบรรทัดฐานและความนิยมที่สังคมร่วมกันกำหนด ซึ่งส่งผลเสียต่อสังคมในอนาคต ที่กลายเป็นกับดักทางความคิดให้กับเด็กรุ่นใหม่ ที่ไปกำหนดว่า "เราควรเป็นแบบไหน" แต่มันจะกลายเป็น "เราต้องเป็นแบบนี้แหละ นี่คือตัวตนของเรา" ทั้งที่แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงภาพจำลองที่ผ่านการคัดเลือก ตกแต่ง และสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองสายตาของสังคม
ในระยะยาวความไม่สมดุลนี้อาจนำไปสู่สังคมที่เต็มไปด้วยความเหมือน มากกว่าความหลากหลาย ผู้คนอาจกลัวการแตกต่าง เพราะความแตกต่างถูกมองว่าไม่ปลอดภัยหรือไม่เป็นที่ยอมรับ ความคิดสร้างสรรค์จึงถูกจำกัดอยู่ในกรอบเดิม ๆ และความสุขก็กลายเป็นสิ่งที่ต้อง "พิสูจน์" ผ่านสายตาของผู้อื่น แทนที่จะเป็นสิ่งที่เรารับรู้ได้ด้วยตัวเอง
ท้ายที่สุดแล้ว สำหรับเราการมีตัวตนที่ชัดเจนและซื่อสัตย์กับตัวเอง อาจเป็นสิ่งที่ยากในโลกที่เต็มไปด้วยภาพลักษณ์ แต่ก็เป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้เรายืนอยู่ในสังคมได้อย่างไม่หลงทาง เราอาจเรียนรู้จากสังคมได้ แต่ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นสิ่งที่สังคมต้องการทั้งหมด
The Ruby Duck :)
Comments
Post a Comment