A Night to Remember
- Get link
- X
- Other Apps
เมื่อพูดถึงจุดเปลี่ยนทางความคิด มันมักเชื่อมโยงกับผู้คนหรือประสบการณ์ จึงตกตะกอนอะไรบางอย่างได้ หรืออย่างฉันที่สามารถตกตะกอนบางอย่างได้เพียงเพราะออกไปเที่ยวกลางคืนคนเดียวและได้สนทนากับชาวต่างชาติคนหนึ่งแค่คืนเดียว
เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาฉันไปเที่ยวข้าวสารตามปกติ ไม่ปกติก็ที่คราวนี้ไปคนเดียว แถมไปพัก hostel ที่ชาวต่างชาติพักกัน ส่วนใหญ่จะเป็นพวก backpacker (เพิ่งรู้ก็ตอนเข้าพักนั่นแหละ) เป็นห้องรวมเตียงสองชั้น มีพื้นที่ส่วนกลาง ส่วนพนักงานต้อนรับก็เป็นเพื่อนบ้านเราแถมพูดภาษาอังกฤษอย่างเดียว (เธอน่ารักมาก ๆ ทั้งเสียงและหน้าตา)
ฉันสงสัยเลยเดินไปที่เคาน์เตอร์ถามเธอว่า
"ที่นี่มีคนไทยเข้าพักบ้างไหม"
"มีสิ คุณไง" เธอตอบกลับ
ฉันหัวเราะ พี่อาจจะไม่ใช่คนไทยคนแรก แต่พี่เป็นคนไทยคนเดียว ระหว่างรอเวลาเช็กอินตอนบ่ายสอง ฉันเหลือบไปเห็นบอร์ดกิจกรรมยาวเหยียด เหมือนเป็นกิจกรรมให้คนที่เข้าพักที่นี่ได้ทำความรู้จักกัน ฉันเลยถามขึ้นมาอีก
"Social hour ที่เห็นในบอร์ดนี่จัดที่ไหนเหรอ"
"บนดาดฟ้า คุณเข้าร่วมได้นะ"
"โอเค ขอบคุณนะ" ในหัวฉันตอนนั้นคิดแค่ว่าเอาวะ ลองไปทำความรู้จักคนใหม่ ๆ ดูสักหน่อยแล้วกัน
พอเข้าไปเก็บของที่ห้องพัก เอ๊ะ! ในเว็บบอกหญิงล้วน หน้างานกำลังจะออกจากห้องพักมีผู้ชายเดินสวนเข้ามา อึ้งเลย แถมตอนเข้าห้องน้ำดันไปเข้าห้องน้ำชายอีก (ก็คนที่เดินสวนหน้าห้องเมื่อกี้น่ะเป็นคนบอก) ไม่รู้จะขำหรือจะอายดี
พอถึงหกโมงฉันกลับเข้าที่พักอีกครั้งเพื่อไปร่วมกิจกรรมบนดาดฟ้า ข้างบนนั้นฉันเป็นเอเชียคนเดียว ที่เป็นนักท่องเที่ยวน่ะนะ เพราะเอเชียคนอื่น ๆ เป็นพนักงานกันหมด ก็เกร็งสุด ๆ ดิ่ มองไปมีแต่ชาวตะวันตก โชคดีมีพนักงานหญิงคนหนึ่งชวนฉันคุย คงเห็นฉันนั่งเหงาอยู่คนเดียวที่ริมดาดฟ้า หล่อนเลยชวนไปเล่นเกมกับหล่อนบนโต๊ะที่มีคนอื่นอยู่ด้วย ไม่นานชายหนุ่มที่นั่งข้าง ๆ ก็หันมาถาม
"คุณเป็นพนักงานที่นี่เหรอ"
"ไม่ใช่ ฉันเป็นนักท่องเที่ยว"
"อ๋อ งั้นยินดีที่ได้รู้จัก" หลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มคุยกับฉันมากขึ้น
พวกเรานั่งเล่นเกมการ์ดกันไปเรื่อย ๆ จนหนึ่งทุ่มกว่าได้ มีชายหนุ่มอีกคนจากโต๊ะข้าง ๆ ย้ายมานั่งด้วย อีกพักเขาก็ย้ายมานั่งข้างฉัน พวกเราเลยได้เริ่มบทสนทนากัน
เขาเป็นชาวออสเตรเลีย อายุ 26 ปี ทำอาชีพช่างไฟฟ้า ฉันออกเสียงชื่อเขายาก ส่วนฉันก็กลัวเขาจะสับสนหากเรียกชื่อฉันระหว่างสนทนา ฉันเลยใช้ชื่ออังกฤษว่ารูบี้ เขาเลยให้ฉันคิดชื่อไทยให้หน่อย ฉันเห็นเขากำลังจะไปเที่ยวภูเก็ตเลยให้ชื่ออันดาไป (คุยไปสักพักถึงนึกได้ว่าชื่อนี้เคยเป็นชื่อที่ฉันเกลียดที่สุด แต่กลับลืมมันไปแล้ว)
เขาเล่าว่าเพิ่งกลับมาจากเวียดนาม
"พรุ่งนี้ไอจะไปภูเก็ตต่อ ในอนาคตคิดว่าจะไปบาหลี"
"ฉันก็มีแพลนจะไปบาหลีเหมือนกัน ฉันอยากไปดูพิธีแห่โอกอห์-โอกอห์" ฉันรีบตอบ
"อะไรนะ"
ฉันเปิดวิดีโอให้เขาดู เขาดูอยู่พักหนึ่งก่อนทำหน้าแปลก ๆ
"มันน่ากลัวและสยดสยองมากเลยนะ ชาวบาหลีทำแบบนั้นไปทำไม"
"เพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายน่ะ"
หลังจากนั้นพวกเราก็คุยกันไปเรื่อยเปื่อย ทั้งเรื่องการศึกษา เรื่องครอบครัว เรื่องการเดินทาง และเรื่องเบียร์
"ยูชอบเบียร์ยี่ห้อไหน" เขาถาม
"ลีโอ"
"จริงดิ ไอชอบมันน้อยที่สุด"
"แล้วคุณล่ะ"
"ช้าง" ฉันงงอยู่นาน ช่าง ช่าง อ่อ ช้าง
"ฉันเกลียดช้างที่สุด" พร้อมทำหน้าเหมือนลิงที่กินกล้วยเน่าเข้าไป
เขาหัวเราะ
"ฉันรักลีโอที่สุด"
"ไอไม่ชอบลีโอหรือสิงห์เท่าไหร่ มีช้าง จะเลือกกินช้าง"
จนถึงทุกวันนี้ฉันก็ยังไม่เข้าใจคนที่ชอบกินเบียร์ช้างอยู่ดี
เขามีรอยสักเต็มแขน ลามไปถึงคอ และที่ขานิดหน่อย หนึ่งในนั้นเป็นเหมือนยันต์เสือของไทยเรา
"คุณรอยสักเยอะมาก มันสวยดี"
"ใช่ คนไทยมองรอยสักเป็นอาชญากรรมใช่ไหม" เขาถาม
"ก็ประมาณนั้นแหละ แต่ฉันไม่"
"สักตรงไหนคุณคิดว่าเจ็บที่สุด"
"ไอให้เลยละ หลัง" เขาโชว์ภาพให้ฉันดู เต็มหลังเขาจริง ๆ ไม่เจ็บสิแปลก
"ยูมีรอยสักไหม"
"มี แต่มันเป็นลายเล็ก ๆ เอง บนปีกหลังด้านขวา"
ฉันโชว์รูปให้เขาดู
"มันมีความเป็น feminine มาก สวยดี เหมาะกับยู"
"ขอบคุณนะ"
ฉันเพิ่งสักครั้งแรกไปเมื่อเดือนมกราที่ผ่านมาต้นปีนี้ แค่อยากรู้มันจะเป็นอย่างไร ฉันเป็นคนชอบลอง ชอบเรียนรู้-เรียนรู้ได้ไวด้วย ทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี แต่ฉันมีหัวคิดมากพอที่จะดึงตัวเองออกมา หากไปเจอสิ่งที่ไม่ดี
ระหว่างคุยกันเรื่องประเทศของแต่ละคน เขาพูดถึงสายไฟในประเทศไทยขึ้นมา
"รู้ไหมว่าทำไมสายไฟบ้านยูถึงเป็นแบบนี้"
"ไม่รู้ อาจเพราะมันยังใช้ได้อยู่มั้ง"
"เพราะช่างไม่ยอมเอาสายเก่าที่ไม่ได้ใช้ออก จริง ๆ มันใช้แค่สามสายเท่านั้น"
"จริงเหรอ ฉันเพิ่งรู้น่ะเนี่ย" ฉันเพิ่งรู้จริง ๆ คิดว่ามันยังใช้ได้อยู่
"ถ้าเป็นที่ออสเตรเลีย ช่างที่ทำแบบนั้นอาจโดนลงโทษเลยนะ กฎหมายค่อนข้างเข้มงวด"
ฉันก็ไม่รู้หรอกว่ากฎหมายอะไร รู้แค่ว่าช่างผู้รับผิดชอบถ้าไม่เอาสายไฟที่เสียออกก็ถือว่าทำผิดกฎ
ฉันบอกเขา คนไทยเป็นคนชิล ๆ สบายดี แต่บางทีความชิลก็นำมาซึ่งปัญหาด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสายไฟที่สามารถลัดวงจรได้ทุกเมื่อ ขยะถูกทิ้งไม่เป็นที่เป็นทาง หรือการขับขี่มอเตอร์ไซค์บนทางเท้า
สองทุ่มครึ่งพวกเรากำลังเดินไปบาร์แห่งหนึ่งในตรอกข้าวสาร เป็นบาร์ที่ฉันแนะนำเขาเองแหละ เป็นบาร์โปรดแม้เคยเดินหลงเข้าไปเจอกับเพื่อนครั้งแรกที่มาข้าวสารน่ะนะ
แม่เจ้าโว้ย! เดินมาตั้งไกลร้านปิด ฉันเลยเสนอให้ไปอีกร้านหนึ่ง ค่อนข้างเป็นส่วนตัวสามารถคุยกันได้ เพราะดนตรีไม่ดังเกินไป ถึงร้านเขาหิวมาก เพราะยังไม่ได้กินมื้อเย็นเลยสั่งแกงเขียวหวานกับข้าวสวยไป ส่วนฉันพอเห็นเขากินไปสักพักเลยสั่งยำวุ้นเส้นตามมาติด ๆ
พวกเรากินไปคุยไป ฉันเล่าว่าฉันชอบอ่านหนังสือ เขาเงยหน้าขึ้นมาถาม
"ยูรู้จัก Matthew McConaughey ไหม"
"รู้จักสิ" แน่นอนสิ How to Lose a Guy in 10 Days เรื่องโปรดฉันเลยละ แม้ไม่ชอบตอนจบก็ตาม
"เขาเขียนหนังสือด้วยนะ"
"จริงเหรอ" ฉันไม่ได้ตามดูแมทธิวหรอก แต่เห็นเขาอีกทีก็ตอนดู Sex and the City ตอนที่แคร์รี่ต้องไป Hollywood LA
"ใช่ แล้วก็มีพอดแคสต์ที่เล่าเรื่องในหนังสือด้วย"
"หนังสือเกี่ยวกับอะไร"
"ประมาณว่าพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนคนธรรมดา เพราะเขาเบื่อความดัง"
"ทั้งที่เขาดังมากน่ะเหรอ"
"ใช่" เขาพยักหน้า
"บางทีดังมากเกินไปก็ไม่ได้มีความสุขเสมอไป"
ฉันจำรายละเอียดทั้งหมดไม่ได้แล้ว แต่จับใจความได้ประมาณนั้น พวกเราคุยเรื่องปรัชญา คติในการใช้ชีวิต จนมาถึงเรื่องเทคโนโลยีปัจจุบัน
"ฉันว่าคนเราควรตัดเทคโนโลยีออกไปบ้าง" แม้ตัวฉันที่พูดเอง ยังแทบจะทำไม่ได้
เขาเลยเล่าว่าเขาลบบัญชี IG ไปแล้ว Tiktok เขาก็ไม่เคยโหลด ตอนนี้บัญชีโซเซียลที่เขามีคือ Facebook (แต่ตอนที่เราแลกกันดู Spotify เรื่องพอดแคสต์ของแมทธิว ฉันเห็นการแจ้งเตือนจากแอพ Tinder นะย่ะ คิคิ)
เขาก็เล่าต่อว่า เขากับพี่ชายเคยขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวทั่วประเทศ (Harley-Davidson ด้วยล่ะ เขาโชว์รูปให้ดู ฉันก็ชอบนะ แต่ชอบ Chopper ไม่ก็ Sport Heritage มากกว่า) มันเลยทำให้เขาได้ตกตะกอนว่าเขาไม่ต้องได้รับการยอมรับจากใคร ช่วงอายุ 20 ต้น ๆ เขาต้องการเป็นที่ยอมรับมาก ๆ ทางอินเตอร์เน็ตหรืออื่น ๆ พอออกเดินทางครั้งนั้น เขาเจอผู้คน แลกเปลี่ยนมุมมอง เห็นโลกกว้างขึ้น ปัจจุบันเขาจดจ่อกับการใช้ชีวิตมากขึ้น อยู่กับสิ่งตรงหน้ามากขึ้น
"ไอไม่ต้องการได้รับการยอมรับจากใครแล้ว ไอคิดว่าไอแมนพอตัว" ฉันเห็นด้วยกับเขาสุด ๆ
กว่าเราจะกินข้าวดื่มเบียร์กันจนหมดก็ปาไปสี่ทุ่มแล้ว
"ฉันอยากไปเดิน คุณชอบเดินไหม ฉันมีภาพในหัวอยากเดินทั่วเมืองกับใครสักคน"
"เอาสิ พวกเราไปกันเลยไหม"
เราแวะซื้อไอติมไมโลที่เซเว่น ฉันอยากเลี้ยงเขาตอบแทนบ้าง
"ฉันชอบกินไมโลมาก ชอบมากกว่าโอวัลติน"
"ประเทศไอเป็นต้นกำเนิดไมโลนะ" เพิ่งรู้แฮะ แม้จะชอบกินมาก ๆ แต่ไม่เคยหาประวัติเลย
"จริงเหรอ แล้วเคยกินไอติมไมโลไหม"
"เคยสิ ที่เป็นถ้วยใหญ่ เมืองฉันมีโรงงานผลิตอยู่"
"แล้วแบบนี้ละ" ฉันชี้ไอติมไมโลที่สอดไส้นมข้นหวาน (คิดว่าเป็นนมข้นหวานนะ) ในตู้ให้เขาดู
"ประเทศไอไม่มีแบบนี้นะ"
แปลกดี แม้เป็นประเทศต้นกำเนิดแต่ไม่มีไอติมอร่อย ๆ แบบนี้ได้ไง
จากนั้นเราเดินไปกินไอติมไป เราพูดคุยกันไปยันเรื่องเศรษฐกิจ การออมเงินเลยละ เดินไปแถวถนนพระอาทิตย์โน้น เขาแลเหนื่อย พูดติดขัด
"ไหนคุณบอกคุณออกกำลังกาย" เขาเล่าน่ะว่าเขาเป็นคนเข้มงวดเรื่องสุขภาพ
"ตอนนี้ที่ออสเตรเลียเป็นเวลานอนของไอแล้ว" เขาตอบกลับเขิน ๆ
ฉันเห็นด้วยนิดนึง แต่คงเวลาต่างจากไทยไม่มาก เขาเป็นชายกล้ามโตที่แลไม่ค่อยคาดิโอ (เวลาเดินข้างกันเราไม่เหมาะกันสุด ๆ เขาสูงตัวใหญ่ ฉันเตี้ยกระดูกเล็ก) เราเดินคุยกันจนประมาณเที่ยงคืนกว่าก่อนจะกลับเข้าที่พัก (เขาพักคนละที่กับฉันน่ะ)
"ฉันอยากลองสูบกัญชา" อยู่ ๆ ฉันก็โพล่งขึ้นมา (ก็ฉันอยากลองนี่)
เขาบอกเขาเคยสูบ แต่ไม่ได้สูบมันมานานแล้ว เราเลยแวะซื้อกัญชาแบบมวน ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าเรียกว่าอะไร รู้แค่ว่าเขาบอกเขาจะซื้อที่มันอ่อน ๆ ให้ เพราะเขาไม่สูบมานานแล้ว ส่วนฉันก็ไม่เคยลอง
เราขึ้นไปดาดฟ้าที่พัก ก่อนจะมีต่างชาติกลุ่มเดิมที่เจอกันตอนแรกเดินขึ้นมาสูบเหมือนกัน พวกเขาก็คุยกัน ฉันไม่ค่อยได้พูดหรอก เมาอยู่บวกกับฉันไม่พูดไปทั่วกับทุกคน ฉันหุนหันพันแล่นรีบกลับเข้าห้องพักก่อน เพราะมันง่วงมาก เราเลยไม่ได้บอกลากัน แต่ฉันส่งข้อความไปขอบคุณเขานะ เราบอกลากันผ่านแชทและฉันก็หลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้น เขาส่งข้อความถามไถว่าเป็นอย่างไรบ้างจากการสูบเมื่อคืน (มันทำให้ฉันสมองช้าไปสองวันเลยละ) ฉันคิดว่าฉันจะเป็นเพื่อนกับเขา เขาเป็นคนดี ให้เกียรติ ฉลาด เขาตั้งใจฟังและไม่ตัดสินภาษาอังกฤษของฉัน มีการวางแผนการใช้ชีวิต เขาสามารถให้คำแนะนำในหลาย ๆ เรื่องให้ฉันในอนาคต แถมเขายังเป็นเพื่อนต่างชาติคนแรกของฉัน ก็ไม่เชิงหรอก แต่คนแรกที่ฉันได้สนทนาด้วยแบบจริง ๆ จัง ๆ
.
.
.
ฉันได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากเขาคืนนั้น เขาสอนให้ฉันรู้จักอิสรภาพของการใช้ชีวิต โดยไม่ต้องผูกพันตัวเองไว้กับการยอมรับจากใคร ฉันไม่คิดกับเขาในเชิงโรแมนติกหรอก ไม่ได้คิดว่าเขาเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นผู้ชายไม่กี่คนที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า
ไม่ต้องคอยนำบทสนทนา
ไม่ต้องคอยคิดเผื่อทุกอย่าง
ไม่ต้องนั่งตอบคำถามโดยกลัวการตัดสิน
เขาทำให้ฉันยกมาตรฐานที่สูงอยู่แล้วของฉันสูงขึ้นไปอีก
เขาไม่ใช่คนแรกที่จ่ายค่าข้าวหรือค่าเบียร์ให้ คนที่ฉันเคยออกเดตล้วนแสดงความเป็นชายด้วยวิธีนี้กันทั้งนั้น (ฉันชอบนะ มันไม่เกี่ยวกับเงินหรอก แค่เซ็กซี่ดีเวลาพวกเขารับบิลและจ่ายมัน มาคิดเงินกับฉันทีหลังฉันก็โอเคนะ แค่ได้เห็นภาพนั้นก็รู้สึกดีแล้ว) แต่กับเขา ฉันสามารถเป็นผู้หญิงโง่ ๆ ได้ เขานำได้ เขาแมนมากพอที่ฉันจะถอดสมองออกไปชั่วคราวและได้เป็นผู้หญิงอย่างเต็มตัว
ชายไทยกับหนุ่มตะวันตกต่างกันนะ เพราะโตมาในวัฒนธรรมที่ต่างกัน ฉันรู้สึกว่าสังคมฝั่งตะวันตกมีความคาดหวังต่อบทบาทความเป็นผู้ชายค่อนข้างเข้ม หากเทียบกับตะวันออก (ปิตาธิปไตยกดทับเพศชายด้วยนะ ไม่ใช่เพียงเพศหญิง) เขาอายุ 26 ก็จริง แต่เขาโตมาก ๆ หากเทียบกับหนุ่มไทยอายุ 28 ที่ฉันเคยมีความสัมพันธ์ด้วย ไม่ใช่เพราะหนุ่มไทยคนนั้นไม่โตหรอก แค่เขาไม่มั่นคงทางอารมณ์ ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร หรือฉันเจอเขาขณะที่กำลังสับสน แต่ยังไงฉันก็ไม่สามารถถอดสมองเวลาอยู่กับเขาได้อยู่ดี ถึงแม้ฉันได้เป็นตัวเองบ้างก็ตาม
ไม่รู้สิ คุณต้องสัมผัสมันถึงจะเข้าใจ ฉันอธิบายไม่ถูกเหมือนกัน หรือฉันก็เป็นเหยื่อทางความคิดของปิตาธิปไตยนะ แต่เรื่องนี้ฉันว่าเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติของเพศ เป็นความรู้สึกและสัญชาตญาณมากกว่า บวกกับยีนที่ได้มาจากตอนอยู่ในถ้ำที่ต้องมองหาชายที่เป็นผู้นำ
ฉันพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลิศอะไรหรอก พอสื่อสารระดับพื้นฐาน คำศัพท์ในหัวก็ไม่ค่อยเยอะ ยิ่งตอนคุยเรื่องเศรษฐกิจนี่ ต้องตั้งใจฟังและขยันจับใจความมาก
เป็นเขาน่ะดีแล้ว เพราะเขามาจากประเทศที่พูดภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ฉันคิดว่าถ้าพูดคุยกับคนที่ไม่มาจากประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเหมือนกับฉัน คงสื่อสารกันยากมากแน่ ๆ
เขาทำให้ฉันมั่นใจเวลาพูดภาษาอังกฤษและมั่นใจกับความคิดตัวเองมากขึ้น
ฉันคิดว่านี่เป็นบล็อกที่ยาวที่สุดที่ฉันเคยเขียนมา แต่ขอบคุณหากผู้อ่านอ่านบล็อกนี้จนจบนะคะ อยากลองให้ทุกคนออกไปหาประสบการณ์ ไม่ต้องไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศหรอก แค่ไม่อยู่ในจุดเดิม ๆ กับผู้คนเดิม ๆ เราจะกล้าใช้ชีวิตมากขึ้น ไม่ใช่เพียงจดจ่ออยู่บนโลกออนไลน์แล้วคิดว่าเดี๋ยวไว้ฉันไปที่นี่ เดี๋ยวไว้ฉันทำแบบนี้บ้าง
Thank you.
The Ruby Duck :)
- Get link
- X
- Other Apps
Comments
Post a Comment